Image
digital-lava.svg
เจอกันแน่ Monster Hunter : Legends of the Guild พร้อมลงจอ Netflix  สิงหาคม 2021

เจอกันแน่ Monster Hunter : Legends of the Guild พร้อมลงจอ Netflix สิงหาคม 2021

เป็นหนังอีกเรี่องนึงที่หลายๆคนกำลังเฝ้ารอคอยอย่าง Monster Hunter :  Legends of the Guild ซึ่งได้สร้างและอ้างอิงมาจากเกมส์ชื่อดัง Monster Hunter จากค่าย Capcom ที่ได้สร้างยอดขายอย่างถล่มทลายมาแล้วทั่วโลก โดยจะเข้าฉายทาง Netflix ในวันที่ 12 สิงหาคม 2021 ที่จะถึงนี้

 

 

 

โดยเนื้อเรื่องของ Monster Hunter : Legends of the Guild นั้นจะเน้นน้ำหนักไปในเรื่องของการผจญภัยของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า Aiden (แอบคล้ายโทนีจา เวอร์ชั่นฝรั่ง) กับแมวคู่หู Julius ซึ่งพวกเขาทั้งคู่ต้องออกเดินทางผจญภัยร่วมกับนักล่ารุ่นพี่เพื่อปราบมังกรโบราณที่มีชื่อว่า Lunastra(ลูนาสตร้า) ศัตรูตัวสำคัญตัวสำคัญที่มีพลังไฟทำลายล้างขั้นสูง   ภาพยนต์เรื่องนี้จัดว่ามีเนื้อเรื่องใกล้เคียงกับเกมส์ต้นฉบับ Monster Hunterเป็นอย่างมากจึงทำให้เป็นที่ถูกใจของเหล่าแฟนๆ เป็นจำนวนมาก

ฉีกกฎเดิมๆ ก้าวผ่านความกลัวจากงานประจำสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

ฉีกกฎเดิมๆ ก้าวผ่านความกลัวจากงานประจำสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

ฉีกกฎเดิมๆ ก้าวผ่านความกลัวจากงานประจำสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

 

            เคยได้ยินหลายคนพูดว่า “ทำงานประจำก็ดีอยู่แล้ว จะออกมาเสี่ยงกับอะไรที่เราไม่รู้หนทางข้างหน้าทำไม” นั่นคือคำพูดของคนที่ไม่กล้าหลุดออกจาก Comfort Zone และก็ไม่ง่ายเลยที่จะก้าวผ่านความกลัวตรงนี้ได้ รวมถึงไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้ เราจะไม่พูดว่า ออกมาแล้วต้องทำสำเร็จ เพราะค่าความสำเร็จของแต่ละคนไม่เท่ากัน

เอาชนะความกลัวด้วย Passion
         
รู้หรือไม่ว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพเริ่มมาจาก Passion ของคน ๆ หนึ่ง ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของคนบนโลกนี้ และในขณะเดียวกัน มันคือการนำ Passion มาทำให้เป็นเงิน การจะเริ่มต้นธุรกิจสักอย่างหนึ่ง เชื่อแน่ว่าหลายคนต้องผ่านความกลัว ความกังวล ว่าทำไปแล้ว จะเจ๊งไหม หรือแม้กระทั่งการสงสัยและตั้งคำถามในตัวเอง ว่าคนอย่างฉันจะทำได้เหรอ เคยมีการศึกษาหนึ่งบอกว่ากรที่เราบอกตัวเองซ้ำ ๆ มันจะถูกฝังลงไปในจิตใต้สำนึก ทำให้เราสามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างอัตโนมัติ เช่น ถ้าเรากลัว ไม่กล้าจะออกจากงานประจำ เราก็อาจจะบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ฉันไม่กลัว ฉันทำได้ บางคนคิดแต่ไม่กล้าลงมือทำ เอาแต่รอ รอให้มีเงินที่มากพอ รอนั่นรอนี่ไปเรื่อย ๆ นั่นจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ให้เราไม่เริ่มต้นสักที ชีวิตคนเรามันไม่ได้พร้อมแบบเพอร์เฟค 100% แต่มันอาศัยการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปตลอดทั้งชีวิต ขอแค่คุณมั่นใจว่าปัญหาที่คุณต้องการแก้คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ และมีพลังมากพอที่จะทำให้มันเกิดขึ้นมาจริง ๆ

Picture2

 

ควรเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไรให้เวิร์ค
         
ถ้ามีใครบอกว่าเราควรเริ่มต้นธุรกิจจากสิ่งที่เราชอบแล้วจะประสบความสำเร็จ บอกเลยค่ะว่า มันเป็นแค่คำพูดลอย ๆ เนื่องจากสิ่งที่เราชอบมันอาจจะไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งอย่าง มันยากที่เราจะไล่ทดสอบความชอบและ Passion ว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนสนใจมันหรือเปล่า ดังนั้น ทางที่ง่ายกว่าคือการค้นหาว่าผู้คนต้องการอะไร แล้วเอา Passion หรือ skill ที่คุณมีไปสร้างคุณค่า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนเหล่านั้น

            อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจกำลังสงสัย ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้คนต้องการอะไร? เราจะต้องทำการวิเคราะห์ออกมาก่อนด้วยสมการง่าย ๆ ที่ว่า “Passion + Skill -> Problem + Market = Opportunity” จากนั้นให้คุณมีมุมมองในการคิดที่จะทำธุรกิจว่า
            1) เริ่มต้นที่ปัญหา เนื่องจากปัญหาจะช่วยให้เราสามารถประเมินขนาดของตลาด (หมายถึง ผู้คนที่ประบกับปัญหานั้นอยู่) เพื่อตีออกมาเป็นมูลค่าของธุรกิจ ว่าธุรกิจของเราจะทำเงินได้เท่าไหร่ ซึ่งในการวิเคราะห์ปัญหาปัญหาที่เหมาะกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้เน้นปัญหาที่หนักหนาสาหัสและยังหาทางออกไม่ได้ จุดนี้ถ้าคุณกลัว จบเลยนะคะ ต่อมา เน้นปัญหาที่ใหญ่ หมายถึงปัญหานี้กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก และอย่างสุดท้ายคือ เน้นปัญหาที่ยาวนานจนดูเหมือนจะเรื้อรัง

Picture3
            2) จากนั้น ควรเริ่มต้นธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำไว้ก่อน จากน้อยไปมาก เพราะหากมีอะไรผิดพลาด เรายังพลิกฟื้นตัวได้ง่ายกว่า อีกทั้ง ต้นทุนที่ต่ำสามารถขยายไปให้สูงขึ้นได้ในอนาคต แล้วต้นทุนที่สูงตั้งแต่ต้น มันจะทำให้เราจมไม่ลง ปรับแก้ได้ลำบากมากกว่า
            3) และสุดท้าย เริ่มต้นลงมือทำ อย่ามัวแต่คิด ฝันจะเป็นจริงแล้ว เพียงแค่เราลงมือทำ ถ้าฝันยังคงล่องลอยอยู่แค่เพียงในหัว มันก็เท่ากับเป็นแค่ฝันกลางวัน

Picture4

 

            แค่ก้าวผ่านความกลัวได้ คุณก็ไปต่อได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความรู้ และพร้อมที่จะลงมือทำ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากติดกับการวนลูปอยู่กับงานประจำเดิม ๆ จงทำตาม Passion ที่คุณมี Passion และ Skill ที่คุณมี ถ้าไปตรงกับความต้องการของผู้คนได้ อย่างไรมันก็คือโอกาสทางธุรกิจ แต่หากใครยังไม่กล้าจะเดินออกจาก Comfort Zone จริง ๆ เอาแนวทางข้างต้นนี้ไปใช้ในการต่อยอดเพื่อเกิดรายได้เสริมก็ได้ค่ะ
            ถึงตรงนี้ เราอาจจะตอบคำถามของคนในตอนต้นได้แล้ว ว่าในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ความมั่นคงอาจจะยังเป็นศูนย์ เพราะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่พอทำไปนาน ๆ เข้า จนเกิดทักษะความชำนาญ ความเสี่ยงนั้นจะค่อย ๆ ลดลง และถูกแทนที่ด้วยความมั่งคั่งนั่นเอง

แคคตัส ไม้ทรงเสน่ห์ ปลูกเป็น ทำเงิน รายได้งาม

แคคตัส ไม้ทรงเสน่ห์ ปลูกเป็น ทำเงิน รายได้งาม

 

         ตั้งแต่โควิดมาผู้คนก็เริ่มหันมาสนใจการปลูกต้นไม้มากขึ้น โดยเฉพาะไม้อวบน้ำอย่าง “แคคตัส” ซึ่งกลุ่มผู้สนใจมีทุกเพศ ทุกวัยจริง ๆ ค่ะ สังเกตได้จากเมื่อสองเดือนก่อน ได้มีการจัดงาน Cactus & Succulent Fair ที่ห้างแห่งหนึ่ง คนเยอะมาก หางแถวเกือบทะลุลานจอดรถ เพราะความบูมแบบนี้ บางคนจึงนำงานอดิเรก ความชอบ มาเปลี่ยนเป็นรายได้ แต่หลายคนยังเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร และยังมองภาพไม่ออกว่า แคคตัสทำเงินได้อย่างไร เราจะพาไปเจาะลึกกันค่ะ

มือใหม่หัดปลูก
            แค่มีใจรักที่จะปลุกอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ต้นไม้เติบโตสวยงามได้ เพราะหากคุณไม่รู้ถึงธรรมชาติของต้ยไม้แต่ละต้น ก็จะทำให้คุณดูแลเขาได้ไม่ตรงจุด เหมือนอย่างแคคตัสเอง แม้ว่าแคคตัสจะเป็นต้นไม้ทนแล้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกชนิดจะไม่ชอบน้ำ แน่นอนว่าเกิดเราไม่รู้ว่าสายพันธุ์ที่เราเลี้ยงจริง ๆ แล้วชอบน้ำเยอะ แต่เราแทบจะไม่รดน้ำเขาเลย ตายสิคะ ดังนั้น สิ่งที่มือใหม่หัดปลูกแคคตัสควรรู้ มีดดังนี้

             1. ก่อนที่คุณจะปลูกแคคตัส อย่าลืมที่จะศึกษาธรรมชาติของแต่ละสายพันธุ์ ว่าเขาชอบ ไม่ชอบอะไร กลางวันและกลางคืนควรดูแลอย่างไร
             2. ในประเทศไทยมีสายพันธุ์ที่นิยมปลูกมีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Mammillaria, Astrophytum asterias และ Gymnocalycium mihanovichii
             3. หัวใจของการปลูกแคคตัส คือการผสมเครื่องปลูกเพราะแคคตัสเป็นต้นไม้ที่ต้องการการระบายน้ำที่ดี ไม่มีน้ำขังจนดินแฉะ และไม่ควรกักเก็บความชื้นไว้นาน

600450f1c3618

 

 

            4.ช่วงแรกของการปลูกไม่ควรรดน้ำทันที ควรเว้นระยะสัก 2 – 3 วัน เพื่อป้องกันการเน่า และการให้น้ำโดยทั่วไป 2-3 ครั้ง/ สัปดาห์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของโรงเรือนด้วย หลัก ๆ ให้สังเกตที่ดิน ถ้าหากดินเริ่มแห้ง 2 – 3 วันค่อยรดที
            5. แสงแดดเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการปลูกแคคตัส หลังการปลูก ไม่ควรนำแคคตัสไปรับแสงแดดจัด แต่ควรนำไปจัดวางในที่ที่มีแดดรำไรก่อน เมื่อส่วนยอดของต้นเริ่มเติบโต จึงค่อยเพิ่มปริมาณการรับแดให้มากขึ้น ระยะเวลาในการรับแสงที่เหมาะสม อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง
            6. สิ่งสำคัญที่พากันตกม้าตาย สร้างปัญหาให้ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ นั่นคือ โรคที่อาจเกิดขึ้นกับต้นแคคตัสและแมลงต่าง ๆ เช่น ราสนิม เพลี้ยแป้ง ไรแดง หากเจอควรรีบไปซื้อยาเพื่อป้องกันไม่ให้ลำต้นถูกทำลายจนเกินเยียวยา

การบริหารจัดการให้คืนทุนได้ไว
          
พอเราปลูกเป็นแล้ว สเต็ปต่อไปคือเรื่องของการขาย แนะนำว่าให้ไปอย่างช้า ๆ ลองผิดลองถูก แล้วเราจะจับทางได้เอง แต่ขอแนะนำการบริหารจัดการอย่างง่าย ๆ ให้คืนทุนได้ไว ดังนี้

            1. ต้องมีวินัยในการใช้เงินซื้อต้นไม้ อย่าซื้อจนเงินจม
            2. เลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุที่ราคาไม่สูงจนเกินไป
            3. เรียนรู้ที่จะขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งเพาะเมล็ด ผสมเกสร ปักยอด แยกกอ หรือนำแต่ละสายพันธุ์มาผสมกันจนเกิดเป็นความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า

600450f1c5e34

            4.เข้าใจธรรมชาติของมัน ในการปลูกเลี้ยงจึงควรถนอมให้พ่อแม่พันธุ์ใช้งานได้นาน ๆ
            5. หาตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าอย่างทั่วถึง
            6. ถามตัวเองว่าเป้าหมายในการขายคืออะไร บางคนอยากสบายก็เล่นต้นแพง ลงทุนตัดใจซื้อพันธุ์ดี ๆ ที่คนไม่ค่อยทำ นำมาขยายต่อ ซึ่งต้องแลกมากับต้นทุนที่สูง หรืออยากรวย ก็ซื้อพันธุ์ธรรมดา เน้นซื้อง่าย ขายคล่อง ขายได้เรื่อย ๆ
            7. การซื้อขายเมล็ดเป็นอีกสิ่งที่กำลังได้รับนิยม ถ้าอยากคืนทุน การขายเมล็ดเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง พันธุ์ธรรมดาตกเมล็ดละ 1 บาท เราหาเมล็ดได้จากการผสมเกสร แล้วจะได้เป็นฝักออกมาค่ะ ใน 1 ฝักมีหลายร้อยเมล็ด และแต่ละต้นมีประมาณ 7 – 8 ฝัก นั่นแปลว่า ถ้าคิดจะขายเมล็ดอย่างจริงจัง ไม่ยากที่จะคืนทุนได้ไว
            8. หากใครไม่อยากขายเมล็ด ก็นำไปเพาะต่อและเลี้ยงให้โตเพื่อนำไปขาย หรือหากใครโชคดีหน่อย อาจจะได้มูลค่าเพิ่มจากการกลายพันธุ์ของเมล็ด

            แค่เริ่มต้นจากความชอบก็สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้เดือนละหลายพัน แต่สิ่งสำคัญคือวินัยในการจัดการและการศึกษาธรรมชาติของแคคตัส หากใครมีความชอบเป็นทุนเดิมแล้ว เริ่มลงมือทำกันได้เลย

7 ไอเดียบ้าน เรียบ สวย ดูดี สไตล์มินิมอล

7 ไอเดียบ้าน เรียบ สวย ดูดี สไตล์มินิมอล


            ในช่วง 2 – 3 ปีให้หลังมานี้ กระแสมินิมอล (Minimal) “น้อยแต่มาก” กำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว ที่เน้นความเรียบง่าย โทนสีที่ไม่จัดจ้าน การแต่งห้อง รวมไปถึงแบบบ้านสไตล์มินิมอลก็ได้รับความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ้านในแบบญี่ปุ่น วันนี้จึงนำไอเดียบ้านที่เรียบ สวย ดูดี สไตล์มินิมอลมาฝากกัน เผื่อจะใช้เป็นไอเดียในการทำบ้านของตัวเอง

 

1.แบบบ้านทรงกล่อง

Picture2
            บ้านทรงกล่องสีขาว มองเผิน ๆ เหมือนเป็นคอนกรีตเปลือย ๆ ที่ดูเรียบ ๆ จนดูเหมือนใครเอากล่องสีขาวมาวางเรียง ๆ กันไว้ เพิ่มความโปร่งของบ้านด้วยกระจกกว้าง ๆ สักบาน พร้อมต้นไม้สีเขียวตัดกับสีขาวของกำแพงบ้าน ให้ความรู้สึกที่ไม่เรียบ โล่งจนเกินไป ใช้เทคนิคโดยทำผนังให้บางกว่าปกติเพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในให้กับตัวบ้าน และการใช้ไฟเหลืองช่วยให้ดูเป็นบ้านที่อบอุ่นมากขึ้นด้วยค่ะ

 

2.แบบบ้านหน้าจั่ว 2 ชั้นสุดเก๋

 Picture3


            ด้วยความเรียบของพื้นผนังบ้านทำให้มองเผิน ๆ เหมือนเป็นบ้านชั้นเดียว แต่จริง ๆ มีสองชั้น เพื่อไม่ให้ดูอึดอัดจึงเจาะเป็นช่องหน้าต่างให้มีขนาดที่ใหญ่สักหน่อย ทำให้ภายในตัวบ้านจะไม่ทึบและมีแสงส่องเข้าไปได้ ยังคงใช้สีหลักของสไตล์มินิมอลคือสีขาว ทำทางเข้าโดยการเจาะลึกช่องประตูเข้าไปสักหน่อย ก็ทำให้บ้านหลังนี้ดูมีมิติมากขึ้น

 

3.แบบ Scandinavian Minimalist

Picture9
         
ห้องนั่งเล่นที่เน้นการทำเพดานสูง เพื่อเพิ่มความโปร่งของห้อง ให้กระจกใสบานใหญ่ขอบสีดำให้สีตัดกันกับผนังห้องสีขาว รวมถึงเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หรือ accessories เน้นโทนสีดำ เพิ่มกิมมิคให้ดูมีสไตล์อย่างโคมไฟยาว และกระจกใสบานใหญ่ทำให้เห็นความสดชื่นของต้นไม้ที่อยู่รอบบ้าน ยิ่งเพิ่มความมีสไตล์ให้กับห้องยิ่งขึ้นไปอีก หรือจะจัด Stool ไม้เข้าไป ก็ยังไม่หลุดคอนเส็ปต์ของความมินิมอล แต่กลับช่วยเพิ่มความเรียบง่ายและสบายตามากขึ้นไปอีก

 

4.แบบ Wooden Minimalist

00
 
           ขึ้นชื่อว่าสไตล์มินิมอล ไม้เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ในงานนี้เลยค่ะ การนำไม้สีอ่อนเข้ามาใช้เป็นพื้นบ้าน บันได และเฟอร์นิเจอร์ ก็ทำให้ทุกอย่างดูเข้ากันเป็นอย่างดี หรือจะเลือกของประดับด้วยสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม ก็ช่วยให้ห้องดูไม่สว่างมากไปนัก อาจจะวางต้นไม้ จะต้นไม้จริงหรือปลอมก็ได้ ก็จะให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติขึ้นมาอีกสักหน่อย

 

 5.แบบเรขาคณิต

Picture6

          บ้านรูปทรงแปลกตา ที่มองดูแล้วเหมือนทรงเลขาคณิต สีดำ เทา ในขณะเดียวกันก็ใช้หน้าต่างขนาดสูงเสริมเข้ามา แต่ความพิเศษอยู่ที่เจ้าหน้าต่างนี้จะมาในรูปแบบที่มีความแคบเพื่อให้สอดรับกับรูปทรงของบ้าน และเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัย ในตอนกลางวันสามารถรับแสงอาทิตย์ผ่านทางช่องหน้าต่างได้ จึงหมดกังวลว่าบ้านจะมืดทึบ ส่วนในตอนกลางคืนจะใช้ไฟเหลือง/ส้ม จะช่วยขับตัวบ้านให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

 

6.แบบ Greenery Minimalist

Picture7
            เอาใจสายเขียวกันบ้าง สำหรับใครที่ชอบบ้านที่มีต้นไม้สีเขียวน้อยใหญ่แวดล้อม โดยการใช้พื้นที่ด้านข้างเพื่อทำสวนขนาดย่อม ๆ ปลูกต้นไม้ในกระถางสีดำเพื่อคงคอนเส็ปต์มินิมอล เรียงรายตามแนว โรยพื้นด้วยหินก็เพิ่มกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นมากขึ้น ทางเดินปูพื้นด้วยวัสดุที่เลียนแบบไม้ เพื่อให้ได้ฟีลของธรรมชาติที่แท้จริง

 

7.แบบ Minimalist Loft

Picture8

 


         
พูดว่าสไตล์การตกแต่งแบบ Loft นั้น ไม่ว่าผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีได้รับความนิยมอยู่ตลอด ด้วยสไตล์ที่มีความเรียบแต่ดูดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ถูกใจทั้งสาว ๆ และหนุ่ม ๆ สมัยนี้กันเป็นจำนวนมาก ที่จะเน้นการใช้ไม้เป็นหลักในการยืนพื้น ผสานเข้ากันกับสีขาว โดนเน้นโทนสีอ่อน ที่ดูสว่าง ใช้รูปวาดของต้นไม้สีเขียวให้กับกับของประดับตกแต่ง มองดูแล้วสบายตา น่าอยู่มาก ๆ            

Tips หลักสำคัญในการเลือกของตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล

  • เล่นโทนสี โดยเน้นไปที่สี Monochromatic และใช้สีอ่อน
  • ใช้วัสดุที่ทำจากไม้ โดยเฉพาะไม้สีอ่อน
  • ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่น้อยชิ้น แต่การใช้งานครบครัน
  • ออกแบบให้มีการนำเส้นสายตาที่ตรงและคม
  • สร้างให้เพดานสูง เพื่อให้บ้านดูโปร่งและมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น
  • น้อยแต่มาก ตกแต่งให้เรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น

 

หากใครกำลังมองหาแบบบ้านที่เรียบแต่ดูดีแล้วล่ะก็ สไตล์มินิมอลดูจะเป็นสไตล์ที่ตอบโจทย์คุณที่สุด

แล้ว อย่าลืมนำ Tips ที่ว่ามาไปลองปรับใช้กับบ้านของคุณดูนะคะ
           

Quicklinks
News
Technology
Business
Lifestyle
Health
รีวิวสินค้าและบริการ
ข่าวPR
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ เทคนิคการทำธุรกิจ รีวิวสินค้าและบริการ ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ฟรี
082819
วันนี้
เมื่อวาน
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
383
708
14018
82819

สนใจลงโฆษณา/ฝากข่าวPR
 061-661-4552
 LineID : @finexworld
finexdesign.info@gmail.com